กลางกรุงโซลในค่ำคืนหนึ่งที่ฝนโปรยปราย “คังแทจุน” (Kang Tae-jun) เชฟชายวัย 35 ผู้เคยเป็นดาวรุ่งแห่งวงการอาหารเกาหลี เจ้าของดาวมิชลิน 2 ดวงจากร้านหรูในกังนัม กำลังยืนอยู่หน้ากระจกในห้องน้ำร้านตัวเองหลังถูกนักวิจารณ์อาหารระดับประเทศ “ตัดดาว” เหลือเพียงหนึ่ง เขามองใบหน้าที่เปื้อนคราบเหงื่อและน้ำซุปด้วยแววตาหม่นหมอง จากเชฟระดับโลก สู่ชายที่ถูกตราหน้าว่า “ตกยุค” เพราะอาหารของเขา “ไร้หัวใจ” ชื่อเสียงของเขาร่วงลงในชั่วข้ามคืน หลังเกิดข่าวอื้อฉาวว่าเขาทะเลาะกับเจ้าของร้านจนถูกไล่ออก พร้อมสื่อออนไลน์ประโคมว่าเขา “หมดไฟในการทำอาหาร” คังแทจุนจึงตัดสินใจเดินออกจากวงการชั่วคราว พาเพียง “มีโซ” สุนัขพันธุ์ชิบะของเขาออกเดินทางไปยังเมืองเล็ก ๆ ริมทะเลทางตอนใต้ที่ชื่อว่า “มกโพ” เมืองที่ขึ้นชื่อเรื่องอาหารทะเลและร้านอาหารจีนเก่าแก่หลายแห่ง
เขาไม่ได้ตั้งใจมาทำงาน แต่ชีวิตกลับพลิกผัน เมื่อเขาบังเอิญช่วยหญิงสาวคนหนึ่งที่กำลังทะเลาะกับลูกค้าในร้านอาหารจีนซอมซ่อชื่อ “ลัคกี้ดราก้อน” (Lucky Dragon) หญิงคนนั้นคือ “โอยอนฮี” (Oh Yeon-hee) สาววัย 29 ปี เจ้าของร้านคนใหม่ที่ได้รับตกทอดจากพ่อซึ่งเพิ่งเสียชีวิต ร้านของเธอคือ “หายนะในรูปของครัว” กระทะขึ้นสนิม เตาแก๊สเก่าจนต้องใช้เทปพัน รสชาติอาหารเอาแน่เอานอนไม่ได้ และลูกค้าประจำก็มีแค่เด็กนักเรียนขี้โมโหกับคนเมาที่มาขอข้าวต้ม คังแทจุนที่บังเอิญแวะมาซื้อบะหมี่ ถูกดึงเข้าไปช่วยยกกระทะร้อนและช่วยดับไฟจากเตาที่ลุกไหม้ในครัว ความวุ่นวายครั้งนั้นทำให้เขากลายเป็น “เชฟจำเป็น” โดยไม่ได้ตั้งใจ และนั่นคือจุดเริ่มต้นของเรื่องราว “รสชาติใหม่แห่งชีวิต” ที่เขาไม่คาดคิดว่าจะเจอ
คังแทจุนถูกบังคับให้เข้าครัววันถัดมา เพราะยอนฮีเสนอว่า “ฉันจะให้ค่าจ้างไม่มาก แต่คุณจะได้อาหารฟรีและที่พักในชั้นสองของร้าน” เขาหัวเราะเยาะกับข้อเสนอที่ฟังดูตลก แต่เพราะหมดหนทาง เขาจึงยอมอยู่ต่อหนึ่งสัปดาห์ ครัวของลัคกี้ดราก้อนเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะและเสียงด่าทะเลาะกันแทบทุกนาที แต่แทจุนกลับรู้สึกอบอุ่นอย่างแปลกประหลาด เขาเริ่มสอนทีมอันธพาลพื้นฐานการปรุงอาหาร เช่น การหั่นผัก การควบคุมไฟ การรักษาความสะอาด และวิธีใช้มีดอย่างปลอดภัย จางโดฮุนพยายามอย่างมากแต่ก็ทำเขียงแตกไปสามแผ่น ส่วนบยองกูทำมีดหล่นใส่เท้าตัวเองจนต้องเข้าโรงพยาบาล ยอนฮีมองทั้งหมดด้วยรอยยิ้ม เธอไม่รู้เรื่องอาหารมากนัก แต่รู้ว่าทุกคน “ตั้งใจจะเปลี่ยนชีวิต” เช่นเดียวกับเธอ การได้เห็นแทจุนเข้ามาอยู่กลางความวุ่นวายแล้วเริ่มมีรอยยิ้ม จึงทำให้เธอเริ่มเชื่อว่า “บางทีพระเจ้าก็อาจส่งเชฟห้าดาวที่หล่นจากฟ้ามาเพื่อช่วยร้านของเธอจริง ๆ”
เมื่อเวลาผ่านไปหลายสัปดาห์ รสชาติของอาหารเริ่มดีขึ้น ร้านเริ่มมีลูกค้าประจำเพิ่มขึ้นเพราะข่าวลือว่า “ร้านจีนเก่าในมกโพมีเชฟลึกลับมาปรุงอาหารให้”แทจุนสร้างเมนูใหม่ ๆ เช่น “จาจังมยอนสูตรทะเล” ที่ใช้หมึกสดจากท่าเรือ “ข้าวผัดหอมกลิ่นกระเทียม” และ “ซุปเผ็ดซุนดุบูสไตล์จีน” ที่ทำให้ทุกคนประทับใจ แต่ความสำเร็จไม่ได้มาง่าย ๆ เพราะ “คู่แข่งเก่า” ของเขา คือเชฟ “ยูจีซอก” (Yoo Ji-seok) เพื่อนร่วมรุ่นที่เคยทำงานด้วยในร้านหรูในโซล ได้เปิดร้านอาหารใหม่ในเมืองเดียวกัน และตั้งใจจะดึงลูกค้าทั้งหมดมาที่ร้านตนเอง จีซอกรู้ว่าแทจุนอยู่ที่มกโพ เขาจึงท้าทายอย่างเย้ยหยัน “มาทำสงครามกระทะกันสิ ถ้าแกยังกล้าเรียกตัวเองว่าเชฟ” แทจุนในตอนแรกปฏิเสธ เพราะเขาไม่อยากกลับไปสู่เกมแห่งชื่อเสียงอีก แต่เมื่อยอนฮีและลูกทีมถูกเยาะเย้ย เขาจึงยอมลงแข่งขันในงาน “เทศกาลอาหารมกโพประจำปี” ที่มีเชฟจากทั่วประเทศเข้าร่วม
ระหว่างการเตรียมงานแข่งขัน ยอนฮีและแทจุนเริ่มใกล้ชิดกันมากขึ้น เธอช่วยเขาทดลองรสชาติ ซ้อมปรุงอาหารในครัวตอนดึก และพูดคุยถึงอดีตที่ทั้งคู่ไม่เคยเล่าให้ใครฟัง ยอนฮีเล่าว่าพ่อของเธอเคยเป็นเชฟชื่อดังแต่ล้มเหลวเพราะหนี้สิน เธอสัญญากับตัวเองว่าจะไม่ปล่อยให้ร้านพังอีก ในขณะเดียวกันแทจุนก็สารภาพว่า เขากลัวการทำอาหาร “โดยไม่รู้ว่าทำเพื่อใคร” นั่นคือเหตุผลที่เขาเคยหมดไฟ คืนนั้นทั้งคู่ยืนอยู่หน้าทะเลที่แสงไฟจากเมืองสะท้อนลงบนผิวน้ำ เธอกล่าวว่า “อาหารที่อร่อยที่สุด คืออาหารที่ทำให้คนกินยิ้มได้” ประโยคนั้นกลายเป็นแรงบันดาลใจให้แทจุนค้นพบ “หัวใจของการปรุงอาหาร” อีกครั้ง
วันแข่งขันมาถึง แทจุนและทีมลัคกี้ดราก้อนต้องทำเมนูที่สะท้อนตัวตนของร้าน พวกเขาเลือกทำ “หมี่ผัดซอสหัวใจมังกร” เมนูผสมวัฒนธรรมจีนและเกาหลี โดยใช้วัตถุดิบจากท้องถิ่นทั้งหมด ในขณะที่เชฟยูจีซอกเลือกทำ “เป็ดปักกิ่งไฟทอง” ที่หรูหราและเต็มไปด้วยเทคนิค การแข่งขันเป็นไปอย่างตึงเครียด ทีมอันธพาลในครัวพยายามอย่างสุดความสามารถ ขณะที่แทจุนใช้ทุกประสบการณ์จากร้านระดับโลกมาผสมผสานกับความอบอุ่นของบ้านเกิด รสชาติสุดท้ายของจานนั้นทำให้กรรมการถึงกับน้ำตาซึม เพราะมัน “มีหัวใจ”ผลประกาศออกมา ลัคกี้ดราก้อนได้รับรางวัล “จานแห่งปี” และกลายเป็นดาวรุ่งของเมืองมกโพอย่างไม่คาดคิด
หลังการแข่งขัน ร้านลัคกี้ดราก้อนเต็มไปด้วยลูกค้าแทบทุกวัน สื่อเริ่มมาทำข่าว และมีการเสนอให้แทจุนกลับไปเปิดร้านในโซลอีกครั้ง แต่เขาปฏิเสธ เพราะรู้แล้วว่า “เขาไม่ได้ต้องการชื่อเสียงอีกต่อไป” เขาเลือกอยู่ที่มกโพ เพื่อดูแลร้านกับยอนฮี และสอนทีมงานอันธพาลให้กลายเป็นเชฟเต็มตัว ในค่ำคืนหนึ่งหลังปิดร้าน ทั้งคู่ยืนอยู่ในครัวที่มีกลิ่นกระเทียมลอยอ่อน ๆ ยอนฮีพูดว่า “เชฟคัง ขอบคุณที่มาทำให้ร้านนี้มีชีวิตอีกครั้งนะคะ” แทจุนยิ้มตอบ “ผมต่างหากที่ต้องขอบคุณ… ที่ทำให้ผมกลับมามีหัวใจอีกครั้ง” พวกเขาจ้องตากันอยู่ท่ามกลางไอร้อนจากเตา ก่อนที่เสียงหม้อจะดัง “ปุ้ง!” ทำให้ทุกคนหัวเราะ และนั่นคือภาพสุดท้ายของตอนจบในซีซั่นแรก
รูปแบบสไตล์หนังเรื่อง กระทะเลิฟเสิร์ฟรัก
สไตล์หนังเรื่อง กระทะเลิฟเสิร์ฟรัก ใช้มุมมองของคังแทจุนเป็นหลัก โดยมีโอยอนฮีเป็นแกนอารมณ์ และกลุ่มลูกทีมอันธพาลเป็นตัวตลกคลายเครียด เร็วจังหวะในฉากตลก แต่ละช็อตในครัวเน้น “เสียงกระทะ เสียงน้ำมันเดือด และจังหวะหั่นผัก” เพื่อสร้างอารมณ์เร้าใจ ใช้เครื่องดนตรีอะคูสติกและเปียโนสไตล์ Soft Jazz ผสมเสียงครัวจริง เพื่อสื่อถึงชีวิตที่ไม่สมบูรณ์แต่เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ
สรุปรีวิว กระทะเลิฟเสิร์ฟรัก
กระทะเลิฟเสิร์ฟรัก เรื่องราวของชายผู้หล่นจากจุดสูงสุด แต่ได้พบ “รสชาติของชีวิต” ในครัวเล็ก ๆ ที่เต็มไปด้วยคนที่ไม่มีใครเชื่อถือ มันคือซีรีส์ที่พูดถึงการ “เริ่มต้นใหม่” ทั้งในอาชีพและหัวใจ ผ่านอาหารที่ทำด้วยความจริงใจ จบด้วยภาพของคังแทจุนและโอยอนฮีเปิดครัวใหม่ “Lucky Dragon 2” ที่โซล โดยทีมอันธพาลกลายเป็นเชฟมืออาชีพเต็มตัว ทุกคนยืนเรียงกันหน้าร้านพร้อมรอยยิ้ม ก่อนกล้องค่อย ๆ ซูมออก เห็นป้ายร้านเขียนว่า “อาหารทุกจานที่นี่ ปรุงด้วยหัวใจและเสิร์ฟพร้อมความรัก”

